นายกฯ ชูภาคเอกชนนำประเทศสู่ “ประเทศไทย 4.0” “Opportunity Thailand” สร้างโอกาสแห่งอนาคตของไทยและภูมิภาค

16 กุมภาพันธ์ 2560

ท่านสามารถดูข้อมูลจากงานสัมมนา Opportunity Thailand เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 
จัดโดย  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)  
รายละเอียด Click ดูได้ที่นี่  
               http://www.boi.go.th/index.php?page=boi_event_detail&topic_id=14574 



              นายกฯ ชูภาคเอกชนนำประเทศสู่ “ประเทศไทย 4.0”

“Opportunity Thailand” สร้างโอกาสแห่งอนาคตของไทยและภูมิภาค


          นายกรัฐมนตรี ชูภาคเอกชนจะนำประเทศไทยก้าวสู่ “ประเทศไทย 4.0” หลังรัฐบาลผลักดันกฎหมายให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และสร้างเครื่องมือใหม่ดึงดูดการลงทุน ด้านรองนายกฯ สมคิดย้ำ“Opportunity Thailand” สร้างโอกาสแห่งอนาคตไทยและอาเซียน เลขาธิการบีโอไอมั่นใจ มาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่จะเกิด“หุ้นส่วนเทคโนโลยี” ระหว่างไทยกับต่างชาติ
          พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ โอกาสกับประเทศไทย 4.0” ในงานสัมมนาและนิทรรศการ “Opportunity Thailand” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยมีนักลงทุนและนักธุรกิจชั้นนำทั้งไทยและจากต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 3,000 รายว่า การปรับเปลี่ยนประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value-Based Economy) และเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) รัฐบาลได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกฎหมายด้านการลงทุนที่สำคัญ 2 ฉบับคือ การปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน และพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้น นับจากนี้ไป การลงทุนของภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนประเทศสู่ ประเทศไทย 4.0” ตลอดจนช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและเติบโตได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น รัฐบาลได้นำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาเป็นตัวขับเคลื่อนในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมและบริการที่เรามีพื้นฐานดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น และนำความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยมาพัฒนาให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น

            นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า นอกจากรัฐบาลจะมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-basedDevelopment Policy) เพื่อกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ต่างๆ ในประเทศอย่างทั่วถึง ซึ่งดำเนินการแล้วได้แก่การพัฒนาพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านในรูปของ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 10 จังหวัดและการพัฒนาพื้นที่ตอนในโดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงของห่วงโซ่มูลค่าในภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ในรูปแบบ คลัสเตอร์และที่สำคัญ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โดยมีนโยบายที่จะเร่งการพัฒนาความพร้อมในทุกด้านเพื่อรองรับการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งด้านสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการอำนวยความสะดวกในรูปแบบ One Stop Service เพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจให้มีความสะดวกรวดเร็วที่สุด และได้ตั้งเป้าหมายให้พื้นที่ EEC เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน“Opportunity Thailand” ร่วมสร้างโอกาสแห่งอนาคต

           นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง การขยายตัวของไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ก็ได้เกิดปรากฎการณ์การแสวงหาความร่วมมือของชาติในเอเชีย ซึ่งต่างก็ตระหนักดีว่า สิ่งที่มีคุณค่ามิได้อยู่ที่การมีทรัพยากรหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงของชาติในเอเชียเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ เราจึงต้องนำจุดแข็งของประเทศมาเชื่อมโยงกับจุดแข็งของประเทศอื่นและถักทอให้เป็นห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) แห่งเอเชีย และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าของโลกสำหรับประเทศไทย เรามีจุดแข็งหลายประการที่เป็นเอกลักษณ์และสามารถผสานเข้ากับ ValueChain ของเอเชีย และของโลก รัฐบาลจึงมั่นใจที่จะสร้างและพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในหลายอุตสาหกรรมและบริการที่เรามีความเข้มแข็ง อาทิ การเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์ การผลิตรถยนต์แห่งอนาคต รวมถึงศูนย์กลางการบิน เพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวและโลจิสติกส์รัฐบาลจึงได้เร่งการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ของภาคธุรกิจ และพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนของโลก เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับการลงทุนชั้นนำและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างแท้จริงและที่สำคัญ รัฐบาลกำลังพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern EconomicCorridor: EEC) ทั้งด้านสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการอำนวยความสะดวกในรูปแบบ One Stop Service และตั้งเป้าหมายให้พื้นที่ EEC เป็นมหานครแห่งอนาคต เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การขนส่งของภูมิภาค เป็นประตูสู่เอเชีย

             นายสมคิดกล่าวด้วยว่า การสร้างความเติบโตและพัฒนาของไทยจะต้องมีความสัมพันธ์ในลักษณะStrategic Partnership กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV เพราะเราเชื่อว่า ความเจริญรุ่งเรืองในระดับภูมิภาคจะเป็นพลังแม่เหล็กดึงดูดความสนใจจากโลก ดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยวจากโลก ซึ่งประเทศไทยก็มั่นใจว่า นักธุรกิจนักลงทุนที่เข้าร่วมงานในวันนี้พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่จะร่วมสร้างโอกาสแห่งอนาคตของประเทศไทยและภูมิภาคแห่งนี้บีโอไอมั่นใจ แจ้งเกิดหุ้นส่วนเทคโนโลยี

              นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ ประเทศไทย 4.0” นั้น จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีเป็นลำดับแรก เช่น ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเทคโนโลยีเป้าหมาย (Core Technologies:Biotech, Nanotech, Advanced Materials, Digital Technology)และส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมวิจัยพัฒนา ฝึกอบรมเทคโนโลยีขั้นสูง พัฒนาผู้รับช่วงการผลิต รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรและที่สำ คัญ บีโอไอจะผลักดันให้เกิด หุ้นส่วนเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” (InternationalConsortium) ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนไทย หรือต่างชาติ กับมหาวิทยาลัยไทยและต่างประเทศ ให้ร่วมกันเป็น Strategic Partner

                      ----------------------------------------------------- 

       ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่ 
   
http://www.boi.go.th/upload/content/boi_news_15022017_77195.pdf