บีโอไอแนะธุรกิจไทยขยายการลงทุนในอาเซียน

22 สิงหาคม 2560
               บีโอไอแนะธุรกิจไทยขยายการลงทุนในอาเซียน บีโอไอแนะธุรกิจไทยรุกลงทุนในอาเซียนชี
ม้ีอัตราเตบิโตสูง สร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้านทีดีอาร์ไอเน้นศึกษาตลาดและกฎหมายก่อนลงทุนจริงเพื่อลดความเสี่ยง
               นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ เปิดเผยภายในงาน สัมมนา “Thailand Overseas Investment Forum 2017” ซ่ึงบีโอไอร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดขึ้นว่า เพื่อให้บรรลุนโยบายประเทศไทย 4.0 รัฐบาลจึงยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยให้ความสำคัญกับการสร้างนวตักรรมและการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงข้ึน ตลอดจน การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดอาเซียนเหตุผลสำคัญที่ต้องมุ่งไปสู่ตลาดอาเซียนนั้น เนื่องจากค่าแรงของไทยอยู่ร่ะดับสูงกว่า ประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันประเทศในอาเซียนมีอัตราการเติบโตสูง ทำให้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งการลงทุน ของไทยในอาเซียน จะนำผู้ประกอบการไทยไปสู่โอกาส 3 ด้าน ได้แก่ 1. โอกาสที่ธุรกิจไทยไปตั้งฐานการผลิต เพื่อแก้ปัญหาที่อุตสาหกรรมไทยมีอยู่ทั้งด้านแรงงาน วัตถุดิบและพลังงาน 2.โอกาสให้ธุรกิจไทยรุกเข้าถึงตลาดอาเซียนที่จะรวมกันเป็นตลาดเดียวในอนาคตซ่ึงจะช่วยต่อยอดให้สินค้าไทยไปสู่ระดับอาเซียน และ 3. โอกาสก้าวไปสู่ระดับภูมิภาคจากการที่อาเซียนจะเป็นศูนย์กลางของการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคเช่น ความตกลงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคธุรกิจไทยก็จะไดร้ับประโยชน์จากอาเซียนในอนาคตได้อีก “ในช่วงที่ผ่านมา บีโอไอเปิดอบรมหลักสูตร “สร้างนกัลงทุนไทยในต่างประเทศ” มาแล้ว 11 รุ่นมีนักลงทุนผ่านการอบรมกว่า 400 ราย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ 89 รายไปลงทุนในต่างประเทศแล้ว” และ สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้นำนักลงทุนไทยรุ่น 12 และ 13อีก 70 ราย เดินทางไปศึกษาโอกาสและลู่ทางการ ลงทุนในลาวและเวียดนาม” เลขาธิการบีโอไอกล่าว
                 ทั้งนี้ภายในงานสัมมนา นายสมเกียรติ   ต้งกิจวานิชย์  ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้นำเสนอผลการศึกษา “โอกาสการลงทุนของไทยในอาเซียน”ระบุว่าผูู้ประกอบการ ที่ต้องการไปลงทุนในอาเซียน ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนระยะยาว เพื่อให้เข้าใจตลาดท้องถิ่นดีพอ ขณะเดียวกันธุรกิจควรมีสายป่านที่ยาวและมีบริษทัแม่ที่ขายในไทยอยูก่่อนแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงเนื่องจากกฎหมายของแต่ละประเทศเปลี่ยนแปลงบ่อย สิ่งสำคัญควรศึกษาตลาดของแต่ละประเทศที่จะไปลงทุนให้ดีเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในการยอมรับสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกัน ตัวอย่าง เช่น ประเทศอินโดนีเซีย  นับจากการลงพ้ืนที่ศึกษาข้อมูลพบว่า ผู้ประกอบการไทยควรเข้าไปลงทุนเพื่อขายสินค้าในประเทศไม่ใช่เพื่อการส่งออกสินค้า เพราะตลาดในประเทศมีขนาดใหญ่และกำลังขยายตัวโดยเฉพาะในเกาะชวาอินโดนีเซียมีช่องทางจำหน่ายสินค้าที่ดีสามารถใช้ผู้แ้ทนจำหน่ายในการช่วยกระจายสินค้าได้กิจกรรมส่งเสริมการขายและทำการตลาดควรใช้ช่องทางของสื่อโทรทัศน์เป็นหลักสินคา้ที่มีโอกาสเขา้ไปลงทุน คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ เวียดนาม แบ่งออกเป็น 3 เขต (เหนือกลาง ใต้) พบว่ามีการแข่งขัน สูงในเวียดนามใต้ผู้บริโภค เปลี่ยนแบรนด์สินค้าง่ายแต่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด ขณะที่เวียดนามตอนกลางการแข่งขัน ยังไม่สูงมากและมีตลาดขนาดใหญ่เนื่องจากชนช้ั้นกลางมีจำนวนามากขึ้น การเข้าไปลงทุน ควรมีพนักงานท้องถิ่นที่มี ความสามารถในการประสานงานกับ เจ้าหนา้ที่่รัฐท้องถิ่นเนื่องจากกฎระเบียบเปลี่ยนแปลงบ่อยเมียนมาเป็นประเทศที่นักลงทุนหลายชาติให้ความสนใจเข้าไปลงทุนเพราะมีการส่งเสริมการลงทุน จากต่างประเทศและเปิดเสรีมากข้ึ้น ปัจจุบันมีนักลงทุนมากจึงมีความเสี่ยงสูง ซึ่งผู้ประกอบการที่จะเข้าไป ลงทุนในเมียนมา ควรหาพันธมิตรทางการค้า โดยมุ่งไปที่ชนชั้นกลางในเมืองใหญ่


         ****************************************************